6-7 ปีที่แล้ว
- เพื่อนในบริษัทฯ (ใหญ่) แยกหน่วยงานนี้ออกมาโดยเฉพาะ
(ตอนที่แยกออกมา ยังไม่รุ้ว่า ต้องทำอะไรบ้าง แป่ว)
- ที่บริษัทฯ ที่ผมทำงาน ก็ต้องทำขั้นตอนนี้เป็นงานประจำปี
(เริ่มต้น จะเป็นงานเอกสาร ประเด็นต่างๆคุยกันเฉพาะในกลุ่มเท่านั้น)
2-3 ปีนี้ ทีมงานเริ่มจะทำงานได้คล่องขึ้น
และเริ่มกระบวนการ "ที่แท้จริง"
ทบทวน
คงจำกันได้ ปี 2006 กับการล้มละลายของ บริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกาการ Hack ข้อมูลบัตรเครดิต
ระบบ IT ต้องหยุดการใช้งาน เนื่องจากระบบติด Virus หรือ โดน Hack (ที่ Web Site หลัก)
...
ทำให้ ขั้นตอนการตรวจสอบที่มีอยู่ ถูกทบทวน ให้ขยายขอบเขต ให้กว้างขวางขึ้นและรัดกุมขึ้น
งาน IT Audit ก็เริ่ม มีความสำคัญชัดเจนขึ้น
เหล้าเก่าในขวดใหม่
เดิม งาน Audit จะมองเป็นงานเอกสาร (เสือกระดาษ)ประกาศ กฏ ออกไป แต่ฉันไม่สนใจ, ทำบ้างไม่ทำบ้าง, ... (เพราะ ไม่คุ้นเคย, ยุ่งยาก)
ปัจจุบัน หลายหน่วยงาน เริ่มสร้างวัฒนธรรม (ออกเป็นกฏ, ทยอยบังคับ, ...)
ความเห็นของผม
- วิธีการ "ค่อยๆเปลี่ยนแปลง" เหมาะกับ "คนไทย" มาก
แต่ถ้าจะให้ดี ควรฝึกให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง แบบฉับพลันด้วย
เข้าใจตรงกัน
IT Audit เปรียบเสมือนการตรวจสอบบัญชี ของฝ่ายบัญชี
หรือ การตรวจ ISO ของฝ่ายผลิตบริษัทฯ แต่กรณีนี้เป็นงานของ IT
วิธีง่ายๆ ก็แค่ทำให้ได้ตามมาตรฐาน(กลาง) IT Audit ก็แค่ยืนยันว่า ทำได้จริง
แล้ว ทำไม มันไม่ง่ายล่ะครับ ?
"มาตรฐาน" เป็นข้อบ่งชี้ แน่นอนว่ามักจะมีรายละเอียดมาก(จุกจิก)
เช่น น้ำดื่มต้องแสดงปริมาณ (ต้องวัดปริมาตรน้ำก่อนบรรจุ)
, หลอดไฟฟ้าต้องผ่านการตรวจสอบ (ต้องเปิดต่อเนื่องได้นาน 1,000 ชม.)
มาตรฐาน "กลาง" คืออะไร ?
แต่ละคนจะสร้าง มาตรฐานของตนเองขึ้นมา แน่นอนว่า "ต่างกัน"
เมือมีมาตรฐานใดที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ หรือ มีกฏหมายควบคุม เราก็จะเรียกว่า มาตรฐาน "กลาง"
เคยดู รายการที่ไขความลับของ คนที่ทำงานได้เร็ว/คล่อง มั๊ยครับ ?
(พับกล่อง, ติดกาว, ตบแต่งรูป, ... ได้เร็ว)
คนกลุ่มนี้มักจะมี "เทคนิค" (รายละเอียด) ซึ่งในรายการ เขาก็จะบอก ให้ทุกคนรู้
ถ้า รู้ และ ฝึกทำ ให้คล่อง ก็จะทำได้เหมือนเขา
แล้วทำไม คนอื่น (ส่วนใหญ่) ทำไม่ได้ ?
ทำไม บริษัท ไม่สร้างคนเก่ง แบบนี้หลายคน ขึ้นมาไม่ได้ ? (มีคนเก่งมากๆ ก็ย่อมดี)
มาคิดกันเล่นๆครับ
- ไม่รุ้เทคนิค
- รู้เทคนิค
- แต่จำไม่ได้ (ยาก,ยาว)
- แต่ (คิดเองว่า) ทำได้ยาก
- แต่ไม่ได้นำมาใช้ (ยังเลือกทำแบบเดิม)
สิ่งที่เราต้องทำ ก็คือ ปิดจุดอ่อนนั้น
- ทำให้ รู้ (ว่ามีเทคนิค)
- ทำให้ จำได้ง่าย, ทบทวนง่าย
- ทำให้ เห็นว่าง่าย (สร้าง กลุ่มตัวอย่าง, สร้างความสำเร็จเล็กๆ ก่อน)
- ทำให้ นำมาใช้จริง (เป็นสิ่งดี ก็ต้องใช้)
หลังจากได้คุยกับ "ผู้นำ" หลายคน พบว่า
ผุ้นำ ส่วนใหญ่จะบอกว่า "ทีมงานต้องทำทั้งหมดเอง"
ใช้ สำหรับ คนในกลุ่มนี้
คนมีวินัยสูง, มีความเชื่อในผู้นำสูง(บอกให้ทำก็ทำ), คุ้นกับการเปลี่ยนแปลง(ทดลองสิ่งใหม่ๆ)
, ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด(กลัวการลงโทษ)
แต่ สำหรับคนไทย ที่อยู่อย่าง "สบายๆ"
พิสูจน์ดูได้ ถ้าทีมงานที่ทำได้เอง เขาก็คงทำได้นานแล้ว (555)
คิดแบบนั้น (ผมเรียกว่า) ผู้นำ ไม่เข้าใจจริง และโยนปัญหากลับไปที่ ทีมงาน ครับ
(ผมคิดว่า ผู้นำเอง ก็อยู่ในกลุ่มนั้น แป่ว รู้ว่าต้องเริ่มที่ตนเองก่อน แต่ก็ไม่ทำเหมือนกัน 555)
สิ่งที่ต้องทำ ถัดไป คือ "ผู้นำ" ต้องสร้างเส้นทางไว้
- ทำให้ รู้ (ว่ามีเทคนิค) ... ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์กว้างกว่า
- ทำให้ จำได้ง่าย,ทบทวนง่าย ... ผู้นำต้องจัดเตรียมเครื่องมือ (บอร์ด, จัดอบรม, ...)
- ทำให้ เห็นว่าง่าย ... ผู้นำต้องเลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีแนวโน้ม สำเร็จสูง
- ทำให้ นำมาใช้ ... ผู้นำต้อง ช่วยกระตุ้น ส่งเสริม และสุดท้ายคือ บังคับใช้)
- ทำให้ ทีมงาน มีความพร้อม ... มาถึงจุดนี้ ในอนาคต เขาจะทำได้เองแล้วล่ะครับ
คราวหน้า ผมจะแสดงภาพ ที่มีทำกันในองค์กรน๊ะครับ (จุกจิก จริงๆ)
ถ้ามีโอกาส จะค้นหารายละเอียดทางเทคนิคให้ด้วย (มีหลายเรื่องที่ยาก)